
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตกเป็นข่าวใหญ่เตรียมทุ่มเงินเป็นสถิติสโมสรในการกระชากตัว กอนซาโล่ รามอส หัวหอกฟอร์มแรงจาก เบนฟิก้า มาเสริมแกร่งในช่วงซัมเมอร์นี้ แต่ก่อนหน้านี้พวกเขาเคยทุ่มเงินเป็นสถิติสโมสรมาแล้วหลายครั้ง โดยแต่ละครั้งผลออกมาแตกต่างมากมาย
“ปีศาจแดง” หมายมั่นปั้นมือว่าฤดูกาลหน้าพวกเขาจะก้าวขึ้นมาท้าทายแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ หลังจากที่พวกเขาไม่เคยได้สัมผัสโทรฟี่ใบนี้มานานครบ 10 ปี หรือนับตั้งแต่ที่ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กุสัน นำทีมประสบความสำเร็จครั้งสุดท้ายเมื่อฤดูกาล 2012/2013
เอริค เทน ฮาก ต้องการที่จะเสริมแกร่งในหลายตำแหน่งโดยเฉพาะหน้าเป้าซึ่งพวกเขาขาดหายไปนาน และล็อกเป้าไปที่ แฮร์รี่ เคน หัวหอกชาวอังกฤษของ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ขณะเดียวกันก็ยังต้องการตัว รามอส ซึ่งแจ้งเกิดในการเล่นให้กับ เบนฟิก้า และทีมชาติโปรตุเกส
สำหรับ รามอส ฟอร์มถือว่าไม่ใช่ไก่กา เพราะเขาตะบันไปถึง 17 ประตูจาก 27 แมตช์ในลีกกับการเล่นให้กับทัพ “เหยี่ยวลิสบอน” ฤดูกาลนี้ ซึ่งทำให้ทีมมีลุ้นที่จะป้องกันแชมป์ลีกสูงสุดเมืองฝอยทอง
ถ้าหาก ดาวยิงวัย 21 ปี ย้ายมาเล่นกับ แมนฯ ยูฯ ด้วยค่าตัวเป็นสถิติสโมสร แน่นอนว่าเขาอาจจะต้องพบกับแรงกดดันมหาศาลเหมือนกับอดีตนักเตะของทีมหลายๆ คน แต่กระนั้นก็มีตำนานของ “ผีแดง” ที่เคยตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ และสามารถรับมือกับมันได้จนประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่งานนี้ลองมาเช็คอดีต 6 ผู้เล่นที่เคยทุบสถิติค่าตัวแพงที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์ แมนฯ ยูไนเต็ด ซึ่งแน่นอนว่ามีทั้งคนที่ประสบความสำเร็จจนกลายเป็นตำนาน และคนที่ล้มเหลวจนกลายเป็น “ตำนัว” !!!
ริโอ เฟอร์ดินานด์ กลายเป็นกองหลังที่ค่าตัวแพงที่สุดในโลกตอนที่ย้ายจาก ลีดส์ ยูไนเต็ด มาเล่นในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เมื่อช่วงซัมเมอร์ปี 2002 โดยตอนนั้นต้องบอกเลยว่าสร้างความฮือฮาอยากมากที่ “ป๋าเฟอร์กี้” ยอมทุ่มเงินมหาศาลเพื่อกองหลังคนเดียว
อย่างไรก็ตาม ผลงานของ ริโอ แสดงให้เห็นว่าเม็ดเงินที่ แมนฯ ยูฯ ทุ่มลงไปไม่สูญเปล่า ซึ่งต่างจากกรณีของ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ อย่างสิ้นเชิง เพราะการได้เขามาคุมแนวรับทำให้ทีมแข็งแกร่งเป็นทวีคูณ
ริโอ กลายเป็นตำนานของสโมสร ด้วยการลงเล่นไปมากกว่า 450 เกม และคว้าแชมป์ 14 รายการ รวมทั้งแชมป์พรีเมียร์ลีก 6 สมัย และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในปี 2008 แถมยังเป็นกัปตันทีมชูโทรฟี่หูกางในแมตช์ชนะจุดโทษ เชลซี ด้วย
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตัดสินใจทำลายสถิติค่าตัวการย้ายทีมอีกครั้งหลังผ่านไป 6 ปี ด้วยการทุ่มเงินมหาศาลในการกระชากตัว ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ มาจาก “ไก่เดือยทอง” ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์
ดาวเตะชาวบัลแกเรีย ตกเป็นเป้าสนใจของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และดูเหมือนว่าเขาจะย้ายไปเล่นให้กับทัพ “เรือใบสีฟ้า” อยู่แล้ว แต่สุดท้าย เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ปฏิบัติการฉกตัวนักเตะถึงสนามบิน เพื่อเซ็นสัญญากับเขา ชนิดที่คู่อริร่วมเมืองช็อกกันเลยทีเดียว
การมาเล่นใน “โรงละครแห่งความฝัน” กลายเป็นจุดพลิกผันของชีวิตการค้าแข้งของ เบอร์บาตอฟ เขาสามารถสร้างผลงานดีมีคุณภาพโดยเฉพาะการซัดแฮตทริกใส่ ลิเวอร์พูล ในเกมแดงเดือดที่ชนะ “หงส์แดง” 3-2 เมื่อปี 2010 พร้อมทั้งคว้ารางวัลรองเท้าทองคำพรีเมียร์ลีก ในปี 2011
ตำนานกองหน้าทีมชาติบัลแกเรีย ประสบความสำเร็จพอสมควรกับการเล่นให้ “ปีศาจแดง” ด้วยการคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก 2 สมัย, ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ 1 สมัย และ คอมมิวนิตี้ ชิลด์ 2 สมัย แต่น่าเสียดายที่ได้แค่เป็นพระรองในแชมเปี้ยนส์ ลีก ซีซั่น 2008/2009 และ 2010/2011
ฆวน มาต้า พิสูจน์ให้เห็นว่า เดวิด มอยส์ ทายาทของ “ป๋า” ทำงานได้อย่างรวดเร็วในการกระชากตัวเขามาจาก “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี ช่วงเดือนมกราคม ปี 2014 ซึ่งนี่เป็นการแสดงให้เห็นว่าเขามีบารมีมากพอที่จะดึงตัวนักเตะระดับสตาร์ทีมชาติสเปนมาเสริมทัพ
จะว่าไปแล้วช่วงซัมเมอร์ปีนั้น มอยส์ ต้องล้มเหลวในการคว้าตัวนักเตะหลายคนรวมทั้ง แกเร็ธ เบล, เชส ฟาเบรกาส และ เลห์ตัน เบนส์ แต่อย่างน้อยๆ เขาก็ใช้วาทศิลป์ในการกล่อม มาต้า มาช่วยปั้นเกมรุกให้ทีมได้สำเร็จ
แข้งเลือดกระทิงดุ สามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วนับตั้งแต่ย้ายมาร่วมทัพในช่วงครึ่งซีซั่นหลัง ด้วยการตะบันไป 6 ประตูกับ 4 แอสซิสต์ จากการลงสนาม 15 เกมให้กับสโมสรในฤดูกาล 2013/2014
ซีซั่นถัดมา มิดฟิลด์ชาวสแปนิช สร้างผลงานที่น่าจดจำเมื่อซัด 2 ประตูในเกม “แดงเดือด” ที่บุกชนะ 2-1 ถึงแอนฟิลด์ โดยหนึ่งในนั้นเป็นการยิงประตูแบบจักรยานอากาศซะด้วย
สำหรับเรื่องความสำเร็จหากเทียบกับเม็ดเงินที่ทีมจากไปต้องบอกว่าไม่ค่อยคุมเท่าไหร่ เพราะเขานำ แมนฯ ยูฯ คว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ, ลีก คัพ (คาราบาว คัพ), คอมมิวนิตี้ ชิลด์ และ ยูโรปา ลีก อย่างละสมัยเท่านั้น
หนึ่งในการทุ่มเงินที่เข้าข่าย “ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ” คงหนีไม่สนชื่อของ อังเคล ดิ มาเรียน เพราะนี่คือนักเตะที่แฟนบอลแมนฯ ยูไนเต็ด เกลียดเข้าไส้เลยก็ว่าได้ เนื่องจากทั้งสองฝ่ายจบกันไม่ค่อยสวยเท่าไหร่
หลังจากที่ แมนฯ ยูฯ ทุ่มเงินซื้อ มาต้า ไปแล้วผ่านมาอีก 6 เดือนพวกเขาควักกระเป๋าทุบสถิติตัวเองในการเซ็นสัญญากับ ดิ มาเรีย มาจาก เรอัล มาดริด ซึ่งตอนนั้นสาวก “เร้ด อาร์มี่” ทั่วโลกต่างมีความสุขที่ได้ซูเปอร์สตาร์ระดับเวิลด์ คัพ มาเสริมทัพ
แข้งชาวอาร์เจนไตน์ คว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมในเกมนัดชิง แชมเปี้ยนส์ ลีก กับ เรอัล มาดริด และเริ่มต้นกับ แมนฯ ยูฯ ด้วยฟอร์มที่หวือหวาเลยทีเดียว โดยเขาได้รางวัลแข้งยอดเยี่ยมประจำเดือนกันยายน “ผีแดง” โดยหนึ่งในภาพจำก็คือการยิงประตูอย่างเหนือชั้นในเกมพบ เลสเตอร์ ซิตี้
กระนั้น ดิ มาเรีย ไม่สามารถปรับตัวกับชีวิตในเมืองแมนเชสเตอร์ ได้เลย โดยเฉพาะภรรยาของเขาที่ค่อนข้างเกลียดเมืองนี้เหลือเกิน และสุดท้ายก็ย้ายทีมไปเล่นให้ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง หลังจบฤดูกาลนั้น
โรเมลู ลูกากู ย้ายมาในช่วงเวลาที่ แมนฯ ยูไนเต็ด กำลังตกอยู่ในสถานการณ์วิกฤติ โดยเขาถูกตั้งความหวังเอาไว้สูงมากๆ ว่าจะเข้ามากอบกู้สถานการณ์ของ “ปีศาจแดง” ที่ไร้ความสำเร็จมานาน
หัวหอกชาวเบลเยียม ทำผลงานได้อย่างสุดยอดกับ เอฟเวอร์ตัน ในช่วงหลายซีซั่น ทำให้ “ผีแดง” ตัดสินใจควักเงินเป็นสถิติสโมสรกระชากตัวมาเสริมแกร่ง เพื่อหวังจะเห็นเขาตะบันประตูนำทีมประสบความสำเร็จ
ลูกากู ซัดไป 16 ประตู กับ 12 ประตูในเกมลีกสูงสุดเมืองผู้ดี 2 ฤดูกาลให้กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ก่อนที่จะย้ายทีม และไปสร้างความยิ่งใหญ่ในฐานะผู้เล่น “งูใหญ่” อินเตอร์ มิลาน
เม็ดเงินมหาศาลในตอนนั้นไม่สามารถเปลี่ยนให้กลายเป็นความสำเร็จของสโมสรเลย แมนฯ ยูฯ ไม่มีโอกาสได้สัมผัสแชมป์อะไรเลย และถือเป็นหนึ่งในการทุ่มเงินที่ไร้ประโยชน์สิ้นดี

