เกมเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา “ปิศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ภายใต้การนำทีมของ โชเซ มูรินโญ ผู้จัดการทีมชาวโปรตุเกส สามารถบุกไปกำราบ “เดอะ เชอร์รีส์” บอร์นมัธ ได้ถึง ดีนคอร์ต สเตเดียม ด้วยเงื้อมมือของ คริส สมอลลิง ปราการหลังชาวอังกฤษ และ โรเมลู ลูกากู ดาวยิงชาวเบลเยียม…
สำหรับภาพรวมของเกมดังกล่าวของทีมรองจ่าฝูงพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ต้องบอกเลยว่ากลับมาไหลลื่น เล่นกันง่ายๆ แต่ทรงประสิทธิภาพ เรียกได้ว่าพวกเขามีความหื่นกระหาย และต้องการชำเราคู่แข่งอยู่ตลอดทุกวินาทีในสนาม
ซึ่งมันต่างกันสิ้นเชิงกับเกมไม่กี่วันที่ผ่านมา ที่กล้าๆ เปิดโรงละครแห่งความฝันพ่ายแพ้ให้กับ ทีมบ๊วยของตาราง ที่ไม่ชนะใครมานานอย่าง “เดอะ แบกกีส์” เวสต์บรอมวิช อัลเบียน
และย้อนกลับมาอีกนัดก็โชว์ฟอร์มอันเอกอุ บุกไปล้มงานฉลองแชมป์ของ “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถึงสนามเอติฮัด สเตเดียม 3-2 หรือถ้าย้อนกลับอีกนั่นก็การเปิดบ้านเอาชนะ ลิเวอร์พูล 2-1 แต่นัดต่อมาพ่าย เซบีญา คาบ้าน 1-2 ตกรอบถ้วยยุโรป
ถ้าถามว่าเหตุผลของฟอร์มที่เอาแน่เอานอนไม่ได้คืออะไร
สาเหตุอย่างแรกคาดว่าอาจเป็นเพราะแท็กติก เพราะจะด้วยผลการแข่งขันที่ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ รูปเกมจะไม่ต่างหรือหนีห่างมันมากเท่าไร มันวัดกันที่ความคมเท่านั้น จบได้ก็มีโอกาสชนะสูง หรือถ้าจบไม่ได้ก็เตรียมตัวไม่เสมอก็แพ้ได้เลย
อย่างที่สองน่าจะเป็นเพราะแรงจูงใจของผู้เล่นในทีม ที่ว่ากันตามตรง พวกเขาหมดลุ้นแชมป์รายการสำคัญไปหมดแล้ว ทั้ง พรีเมียร์ลีก ที่ยอมยกธงขาวตั้งแต่ยังไม่ถึงครึ่งทาง
เพราะความไร้เทียมทานของ “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ตลอดจน ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ที่ตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายจากการพ่าย เซบีญา คารัง ซึ่งมาชัดเจนหนักๆ ในช่วงหลัง
และอย่างสุดท้ายที่ช่วงหลังๆ บรรดาสื่อชื่อดังของแดนผู้ดีออกมาเล่นข่าวในทำนองที่ว่า มีนักเตะบางกลุ่มที่จ้องเลื่อยขาเก้าอี้ของผู้เป็นนายอย่าง โชเซ มูรินโญ ทั้งปมปัญหาโดนจวกออกสื่อ โดนดร็อปเป็นตัวสำรองบ่อยๆ
ไม่ว่าเหตุผลที่แท้จริงแล้วนั้นคืออะไร แต่ยังผมก็ขอเอาใจช่วยให้ลูกทีมของ โชเซ มูรินโญ กลับมาศักราชใหม่ในปีหน้าด้วยมาตรฐานที่แน่นอนและจับต้องได้ ไม่งั้นเราคงจะได้เห็นเพื่อนร่วมเมืองกอบโกยความสำเร็จไปอีกเหมือนปีนี้เป็นแน่แท้

