อะไรก็ เป็นไปได้!

   

11

   

ถ้าพูดถึงฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือ ยูโร 2016 แล้ว ตัวเต็งในระดับต้นๆ ที่ถูกมองว่ามีโอกาสจะก้าวไปคว้าแชมป์ หนีไม่พ้น ทีมเจ้าภาพ “ตราไก่” ฝรั่งเศส , ทีมแชมป์โลก “อินทรีเหล็ก” เยอรมนี และ ทีมแชมป์เก่า “กระทิงดุ” สเปน

ในขณะที่ ทีมแดนมะกะโรนี “อิตาลี” ก็ถูกมองว่าเป็นอยู่ในข่ายที่มีสิทธิเบียดขึ้นไปคว้าแชมป์ได้เหมือนกัน ในระดับเดียวกับทีมดาวรุ่งฟอร์มแรงอย่าง “ปิศาจแดง” เบลเยียม

ส่วนทีมขวัญใจมหาชนอย่าง “สิงโตคำราม” อังกฤษ และทีมแดนขนมฝอยทอง “โปรตุเกส” ถูกคาดหวังว่า มีโอกาสเหมือนกันที่จะขยับไปเป็น “เจ้ายุโรป” แต่เป็นโอกาสที่ “ไม่มากมาย” สักเท่าไหร่แค่นั้นเอง

ทีมแชมป์เก่าแดนกระทิงดุ “สเปน” ออกสตาร์ทด้วยฟอร์มที่ยังดูแข็งแกร่งและแน่นอน ด้วยการคว้าชัยชนะใน 2 นัดแรก ผ่านเข้ารอบแบบสบาย ๆ แต่การพลาดท่าพ่ายต่อทีมตราหมากรุก “โครเอเชีย” ทำให้ในรอบน็อกเอาท์

ทีมของกุนซือบิเซนเต เดล บอสเก ต้องหล่นมาอยู่ในกลุ่มล่าง และสุดท้าย ก็พลาดท่าเสียที ร่วงตกรอบด้วยน้ำมือของ อิตาลี ที่พวกเขาเคยถล่มกระจุย 4-0 ในนัดชิงฯ เมื่อ 4 ปีก่อน

ทีมสิงโตคำราม “อังกฤษ” ของกุนซือรอย ฮอดจ์สัน ที่ทำผลงานขั้น “เทพ” ชนะรวดทั้ง 10 นัดในการลงเล่นรอบคัดเลือก ทว่า! พอมาแข่งขันกันในทัวร์นาเมนท์จริงๆ

   

   

ทีมสิงโตคำราม ก็มีสภาพเป็นแค่ “แมวมีหนวด” ถึงจะได้ผ่านเข้ารอบน็อกเอาท์ แต่ก็ด้วยสภาพฟอร์มการเล่นที่ดูไม่เป็น “บักนัด” (สับปะรด)

และก็ร่วงตกรอบแบบไม่เป็นท่าเมื่อพ่ายชาติที่มีประชากรทั้งประเทศแค่ 3 แสนเศษๆ อย่างไอซ์แลนด์ ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย แบบต้องเอา “ปี๊บ” คลุมหัวกลับเกาะบริเทนใหญ่กัน

ทีมแดนมะกะโรนี “อิตาลี” แม้จะมีฟอร์มที่เริ่ดหรูตั้งแต่รอบแรก เมื่อปราบทีมแรงกิงอันดับ 2 ของโลกอย่าง เบลเยียม แบบราบคาบในรอบแบ่งกลุ่ม และยังมาโชว์ฟอร์มระดับแชมป์ด้วยการปราบ “สเปน” ตกรอบไป ในรอบ 16 ทีม

ก็ยังไม่รอดสันดอน เมื่อมาพ่ายจุดโทษต่อทีมคู่ปรับอย่าง “อินทรีเหล็ก” เยอรมนี ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย

ทีมตัวเต็ง และพวกเกือบเต็ง ตั้งแต่ก่อนทัวร์นาเมนท์ยังไม่เริ่มขึ้น จึงเหลือเพียงแค่ ฝรั่งเศส , เยอรมนี และ โปรตุเกส

ส่วนทีม “มังกรแดง” เวลส์ ของกุนซือคริส โคลเมน คืออีกทีมในรอบตัดเชือก ที่มาแบบ “พลิกความคาดหมาย” อย่างที่สุด

ทีมมังกรแดง โชว์ฟอร์มได้อย่างสุดยอด ในนัดโค่น เบลเยียม ตกรอบ 8 ทีมสุดท้าย ซึ่งน่าสนใจมากว่า พวกเขายังจะทำในแบบนั้นได้อีกมั้ยในรอบตัดเชือก ในเมื่อต้องขาดผู้เล่นหลักอย่าง เบน เดวีส กับ อารอน แรมซีย์ ที่ติดโทษแบน

   

   

ทีมแชมป์โลก “อินทรีเหล็ก” เยอรมนี ของกุนซือจอมจก “โยอาคิม เลิฟ” แสดงให้เห็นถึงฟอร์มระดับมาตรฐานของพวกเขา ในรอบ 16 ทีมที่ต้อนตือ สโลวะเกีย ขาดลอย 3-0

และยังสานงานระดับ “มาสเตอร์พีซ” ต่อเนื่อง ด้วยการเขี่ยทีมฟอร์มจัดจ้านอย่าง อิตาลี ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย

แต่! ปัญหาของกุนซือเลิฟ ก็คือ ในรอบตัดเชือกกับทีมเจ้าภาพ การขาด 3 ผู้เล่นหลักอย่าง มัทส์ ฮุมเมิลส์ (โดนแบน) , มาริโอ โกเมซ (เจ็บกล้ามเนื้อต้นขา)

และ ซามี เคดิรา (เจ็บหัวเข่า) จะยังทำให้ทีมของเขา สร้างผลงานดีได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่

ขณะเดียวกัน ทีมเจ้าภาพ “ตราไก่” ฝรั่งเศส ของกุนซือดิดิเยร์ เดสช็องป์ส ที่ฟอร์มดูไม่สวยหรู แต่ก็ผ่านรอบแบ่งกลุ่ม และรอบ 16 ทีมสุดท้ายมาจนได้ ก่อนจะมาโชว์ฟอร์มเหี้ยม

ถล่มทีมจอมพลิกล็อกรายใหม่อย่าง ไอซ์แลนด์ 5-2 ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย อันดูเหมือนจะเป็นการเพิ่มความมั่นอกมั่นใจให้กุนซือ “ดิดี” และลูกทีม ในการไล่ล่าแชมป์ยุโรปในบ้านตัวเองเป็นอย่างยิ่ง

   

   

ส่วนทีมแดนขนมฝอยทอง “โปรตุเกส” ของกุนซือแฟร์นันโด ซานโตส ที่ทำท่าไม่ดีมาตั้งแต่รอบคัดเลือก พอผ่านเข้ามา ก็ยังดู “ไม่ได้เรื่อง” ในรอบแบ่งกลุ่ม ที่เข้ารอบมาแบบเสมอทั้ง 3 นัด ก่อนจะมาชนะ โครเอเชีย แบบตัวเองยังไงในรอบ 16 ทีม

และเอาชนะในการดวลจุดโทษเหนือ โปแลนด์ ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย

ไม่มีนัดไหนเลยด้วยซ้ำไปที่ ทีมแดนฝอยทอง โชว์ฟอร์มจนได้รับคำ “ชื่นชม” จากบรรดาผู้สัดทัดกรณี และไม่สันทัดกรณีทั้งหลายทั้งปวง

แต่! ทีมอย่างนี้นี่แหละน่าสนใจนัก เพราะจะว่าไปแล้ว พวกเขาก็ยังมี “ของ” ที่มีคุณภาพอย่าง “คริสติอาโน โรนัลโด” ที่ยังดูเหมือนจะไม่ได้เล่นในฟอร์มที่ “ดีที่สุด” ของตัวเองแต่อย่างใด

ถ้าเกิด โรนัลโด ดันมาฟอร์มเข้าฝักแบบทันเวลาใน 2 นัดสุดท้าย ทีมแดนฝอยทอง อาจจะทำ “เซอร์ไพรส์” ให้แฟนๆ ได้เห็นก็เป็นได้

ในศึกยูโร 1988 ทีมแดนกังหันลม “เนเธอร์แลนด์” เริ่มต้นด้วยการแพ้ต่อ รัสเซีย 0-1 ในนัดเปิดสนาม แต่หลังจากได้ “ศูนย์หน้าพรายกระซิบ” มาร์โก ฟาน บาสเทน ทำแฮททริกนัดเชือด อังกฤษ 3-1

   

   

พวกเขาก็เดินหน้าสู่ความสำเร็จ ด้วยประตูชัยของดาวยิงพรายกระซิบ ที่ถีบเจ้าภาพเยอรมนีตะวันตก ในรอบรองฯ ตามด้วยลูกยิง “ใบไม้ร่วง” ในนัดชิงฯ ที่ช่วยทีมกังหันลม ล้างแค่ รัสเซีย ด้วยสกอร์ 2-0 และครองแชมป์ไปในครานั้น

หรือหากย้อนไปในศึกเวิลด์คัพ 1982 ทีมแดนมะกะโรนี “อิตาลี” มีศูนย์หน้าชื่อกระฉ่อนอย่าง “เปาโล รอสซี” ที่เพิ่งพ้นโทษแบนจากข้อหาล้มบอล เป็นตัวชูโรง

แต่พวกเขาลงเล่นรอบแบ่งกลุ่มด้วยฟอร์มไม่เอาอ่าว เสมอทั้ง 3 นัด เปาโล รอสซี เหมือนไม่มีส่วนร่วมอะไรเลย แต่ทว่า

หลังทำแฮททริกในเกมช็อกโลก ล้มเต็งหามอย่าง บราซิล ได้ 3-2 รอสซี ก็ยิงต่อเนื่องทุกนัด จากนั้น จน อิตาลี ครองแชมป์โลก พร้อมทั้งเขา ก้าวไปเป็นดาวซัลโว

โปรตุเกส ยังไม่ชนะใครเลยในการเล่น 90 นาที ตลอดทัวร์นาเมนท์ ยูโร 2016 ในขณะที่ คริสติอาโน โรนัลโด อาจจะกำลังมองหาฟอร์ม “พีค” ของเขา ในช่วงเวลาที่เหมาะสม

และบรรจบพอดีกับการเดินหน้าก้าวไปเป็น “แชมป์” ระดับ “เมเจอร์” หนแรกก็เป็นได้ ไม่เชื่อ! ก็จงติดตามกันต่อไปครับ