ปรีวิวฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ
วันจันทร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560
เลสเตอร์ – ลิเวอร์พูล
ถ่ายทอดสด : บีอิน สปอร์ตส์ 1 (03.00 น.)
สนาม : คิง พาวเวอร์ สเตเดี้ยม
เกมมันเดย์ไนท์ เลสเตอร์ ซิตี้ ที่กำลังดิ้นรนหนีการตกชั้น เปิดบ้านรับมือ ลิเวอร์พูล ที่ลุ้นอันดับ 2
“จิ้งจอกสีน้ำเงิน” เลสเตอร์ ซิตี้ เพิ่งมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อปลด เคลาดิโอ รานิเอรี่ กุนซือชาวอิตาเลียนที่พาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกซีซั่นที่แล้ว หลังจบเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดแรก ที่บุกแพ้ เซบีย่า 1-2 ได้เพียง 1 วัน
สาเหตุหลักเพราะสถานการณ์ที่ต้องมาลุ้นหนีตกชั้น ซึ่งหลังจบเกมลีกวันเสาร์ แชมป์เก่าพรีเมียร์ลีกร่วงมาอยู่อันดับ 18 แล้ว เพราะ คริสตัล พาเลซ คว้าชัยชนะขยับแซง
เกมนี้จึงให้ เคร็ก เชคสเปียร์ เข้ามารักษาการณ์คุมทีมชั่วคราวนัดแรก ซึ่งต้องรอทดสอบความฟิต อิสลาม สลิมานี่ (ขาหนีบ) ซึ่งกลับซ้อมตั้งแต่อยู่ที่ สเปน แล้ว รวมถึง เลโอนาร์โด้ อูยัว (กล้ามเนื้อ) กำลังฟื้นตัวต่อเนื่อง
ทว่า โมย่า วาเก้ กองหลังตัวใหม่ ที่เจ็บไหล่ในนัดประเดิมสนาม ยังวืดเหมือนเดิม
การจัดทัพคาดว่า เชคสเปียร์ จะกลับมาเล่นในระบบดั้งเดิม 4-4-2 และยึดตัวหลักจากที่ช่วยกันคว้าแชมป์ซีซั่นที่แล้วลงสนาม
ประตู แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล เฝ้าเสา แนวรับ แดนนี่ ซิมพ์สัน, โรเบิร์ต ฮูธ, เวส มอร์แกน, คริสเตียน ฟุคส์
แดนกลาง แดนนี่ ดริงค์วอเตอร์ คุมเกมกับ แอนดี้ คิง ริมเส้น 2 ฝั่ง ริยาด มาห์เรซ กับ มาร์ค อัลไบรท์ตัน คู่หน้า เจมี่ วาร์ดี้ กับ ชินจิ โอกาซากิ
ฝั่ง “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ของกุนซือ เจอร์เก้น คล็อปป์ ได้พักมาเต็มๆ ตั้งแต่เกมชนะ สเปอร์ส 2-0 เมื่อสองสัปดาห์ก่อน ซึ่งเป็นชัยชนะเกมลีกนัดแรกของปี 2017 ด้วย
สถานการณ์เวลานี้ หงส์แดง ก็ต้องการทุกคะแนนเช่นกัน เพราะต้องการกลับไปตาม เชลซี จ่าฝูงให้เหลือ 11 คะแนนเท่าเดิม ขณะเดียวกัน แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ไม่มีคิวเตะสัปดาห์ ก็จ่อคอหอยมาเหลือแต้มเดียวแล้ว
สภาพทีมต้องรอเช็กความฟิต เดยัน ลอฟเรน เซนเตอร์ฮาล์ฟที่เจ็บเข่า พลาดลงเล่นมาแล้ว 2 นัด เพิ่งเดินทางกลับจากการไปตรวจที่เยอรมัน และลงซ้อมเบาๆ ในวันศุกร์
แดเนียล สเตอร์ริดจ์ กองหน้าก็ต้องรอเช็กความฟิตด้วย คราวนี้มีปัญหาป่วย จนต้องผละออกจากแคมป์เก็บตัวที่สเปนกลับบ้านก่อนกำหนด เมื่อสัปดาห์ก่อน
นอกนั้นไม่มีปัญหา ตำแหน่งผู้รักษาประตู ซิมง มินโญเลต์ ลงเฝ้าเสา แผงหลัง เนธาเนียล ไคลน์, โจเอล มาติป, รักนาร์ คลาวาน, เจมส์ มิลเนอร์
แดนกลาง จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กัปตันทีม คุมเกมกับ จอร์จินโย่ ไวนัลดุม ที่พร้อมประจำการแม้เจ็บน่องเล็กน้อยในการซ้อมสัปดาห์ที่ผ่านมา
แนวรุก อดัม ลัลลาน่า ประสานงาน ฟิลิปเป้ คูตินโญ่, ซาดิโอ มาเน่ และหน้าเป้า โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่
รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม
เลสเตอร์ : แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล, แดนนี่ ซิมพ์สัน, โรเบิร์ต ฮูธ, เวส มอร์แกน, คริสเตียน ฟุคส์, มาร์ค อัลไบรท์ตัน, แดนนี่ ดริงค์วอเตอร์, แอนดี้ คิง, ริยาด มาห์เรซ, เจมี่ วาร์ดี้, ชินจิ โอกาซากิ
ลิเวอร์พูล : ซิมง มินโญเลต์, เนธาเนียล ไคลน์, โจเอล มาติป, รักนาร์ คลาวาน, เจมส์ มิลเนอร์, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, จอร์จินโย่ ไวนัลดุม, อดัม ลัลลาน่า, ฟิลิปเป้ คูตินโญ่, ซาดิโอ มาเน่, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่
ผู้ตัดสิน : ไมเคิ่ล โอลิเวอร์
เกร็ดข้อมูลที่น่าสนใจ
– เลสเตอร์ ชนะในเกมที่เจอกันที่นี่ฤดูกาลที่แล้ว โดยได้ 2 ประตูจาก เจมี่ วาร์ดี้ (2-0) แต่ไม่เคยชนะ 2 นัดซ้อน เกมลีกในบ้านที่พบลิเวอร์พูล นับตั้งแต่สิงหาคม 1972
– หงส์แดงชนะ 4-1 ในเกมแรกที่เจอกันเมื่อเดือนกันยายน แต่ไม่เคยชนะ เลสเตอร์แบบไปกลับ ภายในฤดูกาลเดียวกัน นับตั้งแต่ฤดูกาล 2001-02
– 3 ประตูหลังสุดในพรีเมียร์ลีกของเลสเตอร์ ในเกมกับลิเวอร์พูล ได้จาก เจมี่ วาร์ดี้ โดยเขาเป็นผู้เล่นเลสเตอร์คนเดียวที่ยิงประตูลิเวอร์พูลได้ที่ คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม
– อย่างไรก็ตาม วาร์ดี้ยิงได้แค่เกมเดียวจาก 18 นัดในพรีเมียร์ลีกหลังสุด (แฮตทริกในเกมกับ แมนฯ ซิตี้ เมื่อธันวาคม)
– ลิเวอร์พูล ชนะในการเยือนแชมป์เก่าพรีเมียร์ลีก มากกว่าทุกทีม (8) รวมถึงเกมที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ ฤดูกาล 2015-16 และยังเป็นทีมเดียวที่ทำแบบนี้ได้ 2 ฤดูกาลติดต่อกัน (2000-01 และ 2001-02 ที่พบแมนฯ ยูไนเต็ด)
– เลสเตอร์ มีโอกาสเป็นแชมป์เก่าทีมแรกที่แพ้ถึง 15 นัดภายในฤดูกาลเดียว นับตั้งแต่ลีดส์ ยูไนเต็ด ฤดูกาล 1992-93
– ทัพจิ้งจอกแพ้รวด 5 เกมลีกหลังสุด แชมป์เก่าทีมเดียวที่แพ้ 6 นัดซ้อนคือ เอฟเวอร์ตัน ฤดูกาล 1928-29 (6 เกมสุดท้ายของฤดูกาล)
– ซาดิโอ มาเน่ มีส่วนร่วมในการทำประตูในพรีเมียร์ลีก มากกว่าผู้เล่นลิเวอร์พูลรายอื่น (15 : 11 ประตู 4 แอสซิสต์)
– จอร์จินโย่ ไวนัลดุม มีส่วนร่วม 3 จาก 4 ประตูในลีกของลิเวอร์พูล โดยยิง 1 จ่าย 2
– จอร์แดน เฮนเดอร์สัน เป็นผู้เล่นรายเดียวในพรีเมียร์ลีกที่พยายามผ่านบอลมากกว่า 2,000 ครั้งในฤดูกาลนี้ (2,059) นอกจากนั้นยังวิ่งมากที่สุดในลีก (286.2 กม.)

