ย้อนกลับไปในเกมที่ เทิร์ฟ มัวร์ – วันที่ ลิเวอร์พูล ยกทัพไปเยือนเบิร์นลี่ย์ ทีมน้องใหม่ที่แพ้มาในเกมนัดแรกของฤดูกาล ด้วยฟอร์มการเล่นที่ร้อนแรงด้วยการบุกพิชิต อาร์เซนอล มาได้สุดมัน 4-3 ในเกมที่แสดงให้เห็นอะไรหลายอย่างมากมาย
ภาษาฝรั่งเขาเรียก Dream start คือเริ่มต้นได้เหมือนฝัน
สิ่งที่เดอะ ค็อป ทั้งโลกคาดหวังย่อมไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏในโลกแห่งความจริงแน่นอนครับ
ความพ่ายแพ้ในวันนั้นดึง ลิเวอร์พูล กลับไปสู่ “วังวน” แบบเดิมๆ
เล่นดีกับทีมใหญ่ เล่นไม่ไหวกับทีมเล็ก
หัวใจที่พองโตจากผลงานในเกมนัดแรก เหมือนถูกเจาะด้วยเข็มปลายแหลมจนฟีบและแฟ่บแทบจะทันที
สำหรับค็อปชน ไม่มีใครไม่เจ็บ

ฟอร์มการเล่นที่หมดสภาพในวันนั้นกับ เบิร์นลี่ย์ เป็น “ปริศนา” ที่คล็อปป์ เองไม่สามารถหาทางแก้ได้เด็ดขาดตลอดระยะเวลาเกือบ 1 ปีที่ทำงานในแอนฟิลด์มา
ลิเวอร์พูล เป็นทีมที่สม่ำเสมอในความไม่สม่ำเสมอ
แก้อย่างไรก็ไม่จบ แก้อย่างไรก็ไม่จน
ในเกมที่เทิร์ฟ มัวร์ มีเหตุผลมากมายครับที่มีการพูดถึงกันว่าเป็นเหตุที่ทำให้ลิเวอร์พูลแพ้ ไม่ว่าจะเป็นการขาด ซาดิโอ มาเน่ นักเตะใหม่ที่ย้ายมาด้วยเครื่องหมายคำถาม แต่เวลานี้กลายเป็นขวัญใจแฟนๆอย่างรวดเร็ว, การจัดตัวผู้เล่นที่ดูจากหน้ากระดาษเหมือนจะดี แต่เอาเข้าจริงกลับไม่เข้าท่า เรื่อยมาจนถึงเหตุผลง่ายๆที่ทำให้ทีมของ คล็อปป์ แพ้ในวันนั้นว่าเป็นเพราะทีมของเขาเล่นสู้ทีมของ ฌอน ไดช์ ไม่ได้
ถ้าถามผมเอง – ถูกทุกข้อครับ โดยเฉพาะข้อสุดท้าย
ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะทำให้เข้าใจได้เลยว่าทำไมทีมที่เล่นดุดันราวกับกองพันวิญญาณต้องสาปที่จะไม่หยุดล่าจนกว่าจะได้รับชัยชนะ จะกลายเป็นทีมที่เล่นได้เอื่อย เฉื่อย เรื่อย จนทำให้คนดูเองก็เมื่อย เหนื่อยหัวใจ
คล็อปป์ เองผมก็เชื่อว่าเขาก็ไม่เข้าใจครับ

อย่างไรก็ดีในสภาวะล้มเหลวทางความรู้สึกแบบนี้ สิ่งเดียวที่ดีที่มองเห็นจากนายใหญ่ชาวเยอรมัน – ซึ่งก็เป็นสิ่งเดียวกับที่มองเห็นมาโดยตลอดคือ คล็อปป์ ไม่เคยละความเชื่อของตัวเอง
ท่ามกลางกระแสโจมตีเรื่องตำแหน่งแบ็กซ้ายของอัลแบร์โต้ โมเรโน่ และล่าสุดกับคำถามเรื่องของการเสริมทัพที่น้อยเกินไปหรือไม่สำหรับฤดูกาลใหม่ที่ทุกคนคาดหวังจะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ดีและมากกว่านี้จากที่เห็นและเป็นอยู่
คำตอบของ คล็อปป์ ยังหนักแน่นและชัดเจน
“ถ้าเกมนัดเดียวจะเปลี่ยนความคิดของผมได้ ผมก็คงจะกลายเป็นคนงี่เง่าคนหนึ่ง” คล็อปป์ กล่าว
สำหรับผมคำตอบแค่นี้ก็ซื้อใจกลับมาได้แล้วครับ
แน่นอนว่า ลิเวอร์พูล มีสิ่งที่ต้องปรับอีก และจะเป็นการปรับไปเรื่อยๆอีกระยะหนึ่งครับ เพราะเวลานี้ทีมมี 2 ระบบให้เลือกเล่นคือ 4-3-3 และ 4-2-3-1 ซึ่งที่สังเกตได้คือระบบ 4-3-3 จะเป็นตัวเลือกแรก อย่างไรก็ดียังมีโอกาสที่ คล็อปป์ จะปรับระบบมาใช้ double pivot หรือมิดฟิลด์ตัวรับคู่ 4-2-3-1 ได้เหมือนกัน
นักเตะใหม่อีกหลายรายต้องพิสูจน์ตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น ลอริส คาริอุส, มาร์โก กรูยิช, โจเอล มาทิป หรือแม้แต่ รักนาร์ คลาวาน และจอร์จินโย ไวจ์นัลดุม (ชื่ออ่านว่า จอร์จินโย ไม่ใช่ จอร์จินิโอ นะครับ) ที่ได้โอกาสลงสนามต่อเนื่องตั้งแต่พรีซีซั่นที่ผ่านมา
นักเตะเก่าที่เป็นแกนในฤดูกาลที่แล้วอย่าง มามาดู ซาโก้ หรือเอ็มเร่ ชาน เองก็รอโอกาสจะได้พิสูจน์ตัวเองอีกครั้งเหมือนกันสำหรับทีมในฤดูกาลนี้
ประเมินตัวเลขในใจคร่าวๆ ผมเชื่อว่า ลิเวอร์พูล จะไม่นิ่งจนกว่าจะผ่านครึ่งฤดูกาลไปแล้วครับ หลังจากนั้นจะเริ่มเห็นน้ำเห็นเนื้อว่าสิ่งที่ คล็อปป์ ทำมาไม่ว่าจะเป็นการเตรียมทีม แผนการเล่น ระบบ สูตรต่างๆ ไปจนถึงนักเตะที่ซื้อเข้ามาและตัดออกไปบางราย ได้ผลเป็นอย่างไร

มองในแง่ดี เดอะ ค็อป เองยังมีอะไรให้ต้องลุ้นติดตามอีกเยอะครับ โดยเฉพาะกลุ่มนักเตะใหม่ที่จะทยอยได้โอกาสลงสนาม ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่เกม ลีก คัพ หรือชื่อใหม่ตามสปอนเซอร์ว่า “อีเอฟแอล คัพ” ในคืนนี้กับ เบอร์ตัน อัลเบียน
คล็อปป์ ย่อมไม่อยากให้ทีมที่เข้าชิงในฤดูกาลที่แล้วพลาดตกรอบอย่างรวดเร็วแน่ครับ เพราะเป็นเรื่องอันตรายมาก และจะส่งผลต่อการทำทีมมหาศาล เพราะในฤดูกาลนี้ ลิเวอร์พูล มีเกมให้เล่นน้อยอยู่แล้วเนื่องจากไม่ผ่านการเล่นในสโมสรยุโรป หากตกรอบฟุตบอลถ้วยภายในอีกจะทำให้แทบไม่มีโอกาสได้ทดลองอะไรเลย (และนั่นเป็นอีกเหตุผลที่คล็อปป์ ซื้อตัวมาน้อย และพยายามโละตัวที่ไม่จำเป็นออกให้หมด)
หงส์แดงน่าจะอยู่ในวังวนที่วกวนนี้ไปอีกสักพัก
แต่คงไม่อาจพูดกับเหล่าเดอะค็อปได้ว่าเหนื่อยก็พัก ไม่รักก็พอ
เพราะถ้าเดอะ ค็อป เป็นเช่นนั้น ลิเวอร์พูล คงไม่สามารถรักษาสถานะของสโมสรเอาไว้ได้ถึงทุกวันนี้ครับ

