ในวันที่ เมสซี่ แสดงอาการน้อยนกน้อยใจจนประกาศอำลาทีมชาติอย่างสุดช็อก, ในวันที่แชมป์เก่าอย่างสเปนต้องมีอันพ่ายให้กับความเก๋าอิตาลีอย่างราบคาบ วันนั้นนอกจากจะเป็นวันที่ยูโรจะถูกจารึกแชมป์ใหม่แล้
นี่ยังเป็นอีกหนึ่งในวันประวัติศาสตร์ที่สาวกลูกหนังทั้งโลกไม่มีวันลืมเลือนและแน่นอนโดยเฉพาะกับชาวไอซ์แลนด์ทุกราย
27 มิถุนายน วันที่ “เทพนิยายแดนน้ำแข็ง” ถือกำเนิด!
จากชาติที่ถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งพร้อมกับมีอุณหภูมิติดลบหลายสิบองศาเซลเซียส มาวันนี้ไอซ์แลนด์เอาชนะขีดจำกัดธรรมชาติพร้อมกับประกาศศักดาให้เป็นที่จดจำในทัวร์นาเมนต์อย่างเป็นทางการของตนเอง
นี่คือชาติที่ไร้ซึ่งอาชญากรอีกทั้งเบียร์ยังไม่เป็นที่ถูกกฏหมาย เข่นเดียวกับมีฟุตบอลอังกฤษเป็นต้นแบบทว่าบัดนี้พวกเขาสุดล้ำหน้าปราบไอดอลของตนแล้วเรียบร้อย
เพราะเหตุใดที่ทำให้ขุนพลไอซ์แลนด์ชุดนี้สร้างประวัติศาสตร์!? นโยบายแบบใดที่เปลี่ยนดินแดนแห่งความหนาวให้เป็นแลนด์แห่งเทพนิยาย เชิญรับชม “เบื้องหลังความสำเร็จ” ของประเทศแห่งแสงเหนือกันได้เลย!
“ปฏิรูปประเทศ”
“ประเทศนี้เต็มไปด้วยคนบ้าบอล เราเชื่อเสมอว่า ไม่ว่าจะเรื่องกีฬา หรือ ดนตรี ซักวันเราจะก้าวขึ้นไปเป็นชาติชั้นนำ” เสียงตามสายจาก ไก ธอร์สเทนส์สัน ประมุขวงการลูกหนังไอซ์แลนด์ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จทั้งปวง
แม้นี่จะเป็นชาติที่มีประชากรเพียงหยิบมือราว 330,000 คนทว่าในเรื่องของความคลั่งไคล้ในโลกลูกหนังแล้ว ดินแดนแห่งน้ำแข็งไม่เคยแพ้ชาติใด!
นี่คือตัวอย่างของชาติที่สู้ชีวิต และ ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา ประวัติศาสตร์จารึกเอาไว้ว่า ในปี 1990 ท่ามกลางอากาศอันหนาวเหน็บในครั้งนั้นไอซ์แลนด์ไม่มีแม้แต่ประตูตาข่าย หรือ กระทั่งสนามบอล
เด็กจำนวนมากที่มีความใฝ่ฝันในโลกลูกหนังต่างวิ่งไล่หวดกันบนพื้นดินพร้อมกับร่างกายอันบอบบางที่เต็มไปด้วยอากาศอันเย็นยะเยือก
กระนั้นขีดจำกัดแห่งธรรมชาติไม่อาจหยุดยั้งพลังแห่งความฝัน แม้จะต้องพบกับมหาอุปสรรคทว่าสำหรับชาติที่มีประชากรเพียงหยิบมือแล้ว โลกลูกหนังคือดีเอ็นเอในสายเลือด
เรื่องนี้ทำให้ประมุขของประเทศไอซ์แลนด์นั้นประทับใจกระทั่งบรรดาคนดังหัวกระทิของประเทศได้รวมหัวกันพร้อมกับตกลงใจว่า ถึงเวลาแล้วที่จะปฏิรูป “แดนน้ำแข็ง” นี้ให้เกรียงไกร!
นับตั้งแต่ปี 2000 หน่วยงานของรัฐพร้อมใจกันปฏิรูปทุกวงการ นี่คือชาติที่ได้ชื่อว่า “มีอาชญากร” น้อยที่สุดในโลก ในไอซ์แลนด์ “เบียร์” คือสิ่งผิดกฎหมายหากใครฝ่าฝืนจะต้องโดนโทษจำคุกทันที
“คุณจะไม่มีทางเห็นคนเมาเกะกะเกเรที่ประเทศของเรา ยาบ้ารวมถึงสิ่งมึนเมาคือเรื่องผิดกฏหมาย ในวงการกีฬาจะไม่มีแม้แต่สเตอรอยด์ที่อาจสร้างความสำเร็จให้คุณในระยะสั้น แต่ในระยะยาวแล้วมันจะกัดกลืนกินตัวคุณโดยไม่รู้ตัว”
– ไฮเมอร์ ฮอลล์กริมส์สัน หนึ่งในกุนซือร่วมผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของทีมยืนยันในความใสสะอาดของวงการกีฬาในประเทศเป็นอย่างดี
เรื่องราวการพัฒนาเริ่มลุกลามมาวงการลูกหนัง ด้วยการที่ฟุตบอลนั้นกำลังบูมแล้วทำให้รัฐบาลไม่รีรออัดฉีดงบไม่อั้น ในทุกโรงเรียนจะมีสนามหญ้าเทียมให้วิ่งโลดแล่น
เช่นเดียวกับศูนย์เยาวชนแต่ละสโมสรที่จะมีการฝึกซ้อมและระบบสาธารณูปโภคอันสุดทันสมัย ทว่าการพัฒนาสนามแข่งเป็นเพียงแค่ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ชาติประสบความสำเร็จเท่านั้น
ยังมีอีกหนึ่งสิ่งที่นำพาไอซ์แลนด์มาถึงทุกวันนี้!
“สามัคคีคือพลัง”
เราต่างเคยได้ยินชื่อ “แกล์กฟ็องต์เตน” ศูนย์เยาวชนอันลือชื่อของฝรั่งเศสที่ดาวเตะชื่อดังอย่าง เธียร์รี่ อองรี, นิโกล่าส์ อเนลก้า และ เดวิด เทรเซเกต์ ต่างผ่านการลงเล่นด้วยกันในอดีต
ทว่าใครจะคิดว่าชนชาติที่มีภูเขาไฟปะทุตลอดเวลาอย่างไอซ์แลนด์จะกล้าๆเดินตามรอย “เฟร้นช์ โมเดล” พร้อมกับประสบความสำเร็จ!
“ทีมชุดนี้เล่นด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก ที่ศูนย์เยาวชนเราทุกคนต่างผ่านการเล่นด้วยกันมาก่อน” บยาร์กี กุนน์ลากส์สัน อดีตดาวเตะเปรสตันที่ผันตัวมาเป็นเอเย่นต์ในปัจจุบันกล่าว
ในทุกๆรุ่นนับตั้งแต่มีการปฏิรูปบรรดาพ่อค้าแข้งทุกชุดของประเทศต่างผ่านกันวิ่งไล่หวดกระทั่งอยู่ร่วมหลับนอนด้วยกันมาก่อน
การคุ้นเคยกันและกันตั้งแต่วัยเยาว์นำมาซึ่งทีมเวิร์ค และ ชัยชนะ ผู้เล่นของไอซ์แลนด์ต่างรู้ดีว่า เพื่อนร่วมทีมนิสัยเช่นไร เด็กหลายรายต่างเล่นด้วยกันมาตั้งแต่อายุ 13 เป็นอย่างน้อย และนั่นนำมาสู่การรู้ใจที่นำพาระบบทีมลื่นไหล
ไม่เพียงแต่สไตล์การเล่นหากแต่กระทั่งชีวิตนอกสนามชาวไอซ์แลนด์ก็ล้วนสามัคคี และ เชื่อใจกันและกัน ไม่ว่าจะ ฮ็อกกี้, บาสเกตบอล, ฟุตบอล รวมถึงทุกกีฬา ทุกคนล้วนมีเป้าหมายเพื่อนำพาประเทศไปถึงฝั่งฝัน
“ทุกคนต่างเชื่อใจกันและกัน” ฮออล์กริมส์สัน กล่าว “พวกเรารู้ดีว่าจะไม่มีการโกง และ ลักขโมยเกิดขึ้นแน่นอนในทีมชุดนี้และกีฬาประเภทอื่นๆ ประเทศของเราไม่มีแม้กระทั่งทหาร
เราไม่เคยไปสู้รบกันมาก่อน อย่างไรก็ตามบรรดากีฬาอย่าง ฟุตบอล, บาสเกตบอล รวมถึงแฮนด์บอล นี่ล่ะที่เป็นกองกำลังของเรา พวกเราต่อสู้เพื่อประเทศชาติเสมอ”
“บางทีที่เราไว้ใจกันเช่นนี้ได้ อาจเป็นเพราะ บรรพบุรุษรุ่นก่อนที่ปลูกฝังกันมา!”
“พิชิตไอดอลตลอดกาล”
“ฟุตบอลอังกฤษมีอิทธิพลมากเหลือเกินกับชาติของเรา ในทุกๆสัปดาห์ เหล่าครอบครัวจะนั่งจับเข่าชมเกมพรีเมียร์ลีกพร้อมหน้าตา บรรดาแฟนบอลต่างคลั่งไคล้ในบอลอังกฤษ
และบางทีอาจผูกพันพอๆกับทีมชาติของเรา!” คำเปิดใจของ ไอเดอร์ กุ๊ดยอห์นเซ่น ที่แสดงให้เห็นว่า ในโลกแห่งความบันเทิงของชาวไอซ์แลนด์แล้ว
เวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ มีอิทธิพลกับพวกเขามากแค่ไหน
การได้ดวลกับทีมชาติอังกฤษย่อมไม่ต่างกับเส้นทางแห่งความฝัน นี่คือเรื่องที่น่าเหลือเชื่อสำหรับชาวไอซ์แลนด์ทุกๆคน และการที่สุดท้ายสามารถพิชิตชาติที่เปรียบดั่งขวัญใจของแฟนบอลในประเทศลงได้
ก็เป็นเรื่องที่ชวนให้ต้องมนตร์ราวกับนิยาย!
อย่างไรก็ดีครับอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ไอซ์แลนด์ประสบความสำเร็จนั่นก็คือ “ไฮเมอร์ ฮอลล์กริมส์สัน” และ “ลาร์ส ลาเกอร์บัค” สำหรับ ฮอลล์กริมส์สันนี่คือกุนซือคนแรก
และคนเดียวของประเทศที่มีโปรไลเซนส์ของยูฟ่ารับรอง เจ้าตัวคือกุนซือที่มีแนวคิดรุ่นใหม่แหวกแนวไม่เหมือนใคร ฮอล์กริมส์สันเชื่อว่าการจะปฏิรูปประเทศจริงๆ หากจะมัวแต่เสียเวลาเรียกใช้งานอดีตดาวเตะชื่อดังคงไม่ต่างกับถอยหลังลงคลอง
นั่นจึงทำให้เจ้าตัวจัดการสร้างทีมใหม่ และ นำมาซึ่งดาวรุ่งที่รอวันแจ้งเกิดยั้วเยี้ยในทีม
“พวกเราไม่เคยมีนโยบายมองไปที่แข้งอย่าง เฮอร์มาน ไฮร์ดาร์สสัน (กองหลังตัวเก๋า) อีกต่อไปแม้ในอดีตนักเตะเหล่านี้จะเก่งกาจมากแค่ไหนก็ตาม”
“การมัวแต่พึ่งพาแข้งตัวเก๋าจะพาลทำให้ประเทศของเราถอยหลังลงคลอง นักเตะเหล่านี้เหลือแต่ชื่อทว่าหมดสภาพแล้วเรียบร้อย ตอนนี้เรามีเหล่าเจเนเรชั่นใหม่ที่รอวันแจ้งเกิด และนั่นคือนโยบายการบริหารทีมของเรา”
ถึงตรงนี้เชื่อเหลือเกินครับว่าทั้ง ไฮร์ดาร์สสัน และ ลาร์ส ลาเกอร์บัค คงสมหวังแล้วเรียบร้อย ไม่ว่าสุดท้ายในรอบถัดไปเส้นทางของพวกเขาจะโดนชาติเจ้าภาพกลบฝังหรือไม่ เชื่อเหลือเกินว่าบรรดานักเตะในทีมชุดนี้จะโด่งดังเป็นพลุแตก
กับทัวร์นาเมนต์แรกของประเทศทว่าสามารถสร้างปรากฏการณ์ได้ขนาดนี้ทำให้นิยายแห่งดินแดนน้ำแข็งจะถูกกล่าวขานยันชั่วลูกชั่วหลาน ทุกอย่างที่ประสบความสำเร็จมิใช่เรื่องบังเอิญ หรือ ฟลุ๊กราวกับนิยาย
หากจากเกิดจากการสร้างสรรค์อนาคตอันสดใส ด้วยมือของพวกเขาเอง!




